Believed to have spiritual power,พระขุนแผนเคลือบกรุ วัดบ้านกลิ้ง,พิมพ์ใหญ่ ฐานสูง ลงรักชาติ ปิดทองมาดั้งเดิมจากกรุ

พระขุนแผนเคลือบ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง กรุวัดบ้านกลิ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา

💎 พระดี หยิบมาเล่า


พระขุนแผนเคลือบ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง กรุวัดบ้านกลิ้ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์นี้ เป็นอีกองค์ที่มีรายละเอียดหลายอย่างให้คนรักพระได้ลองสังเกตกันครับ

โดยทั่วไปเราจะคุ้นตากับพระขุนแผนเคลือบที่มีน้ำยาเคลือบสีเหลือง แต่พระองค์นี้มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นตรงที่ มีร่องรอยการลงรักและปิดทอง ซึ่งทำให้องค์พระมีลักษณะเฉพาะตัวและมีรายละเอียดให้ศึกษาไม่น้อย

ด้านหลังกับ “ลายมือ” ที่น่าศึกษา

เมื่อพลิกมาดูด้านหลัง จะเห็นลักษณะของ หลังแบบลายมือ ซึ่งในคำเรียกที่คนรุ่นเก่านิยมใช้กัน มีการเรียกว่า “หลังแบบอังคุตร”

รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้เป็นสิ่งที่นักสะสมสามารถนำมาพิจารณาประกอบกับองค์พระในภาพรวมได้


หากสังเกตลายมือหรือลายเส้นบนพระกรุ จะเห็นว่าลักษณะเส้นมีความเป็นธรรมชาติ ไม่ได้มีรูปแบบที่เกิดจากการทำซ้ำด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ และรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้เองที่ทำให้พระกรุแต่ละองค์มีเสน่ห์ในการศึกษา

เรื่อง “ขนาดของลายมือ” หรือร่องรอยจากการกดพิมพ์นั้น ในวงการพระมีการนำมาใช้เป็นข้อสังเกตประกอบการพิจารณาพระมานานแล้ว แต่ไม่ควรใช้เพียงจุดเดียวในการตัดสินพระแท้หรือพระเก๊ เพราะการพิจารณาพระเครื่องควรมอง พิมพ์ เนื้อ ผิว คราบกรุ ธรรมชาติของวัสดุ และรายละเอียดโดยรวมประกอบกัน

แล้วคราบด้านหลังคืออะไร?

อีกจุดหนึ่งที่หลายคนมักสงสัยก็คือ คราบที่ติดอยู่บริเวณด้านหลังขององค์พระ

บางคนอาจมองว่าเป็นคราบที่ทำขึ้นภายหลัง บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นคราบปูน หรือมีคำอธิบายแตกต่างกันไป

ในวงการพระรุ่นเก่า มีคำที่ใช้เรียกลักษณะคราบกรุบางประเภทว่า “ไขดิน”

คำนี้เป็นคำที่น่าสนใจ เพราะเมื่อเราเห็นคราบลักษณะแปลก ๆ บนพระกรุ สิ่งสำคัญกว่าการรีบสรุปว่าแท้หรือเก๊ คือการลองทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คราบเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และสภาพแวดล้อมในกรุมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวพระอย่างไร

พระที่ถูกเก็บอยู่ในกรุเป็นเวลานาน ย่อมผ่านสภาพแวดล้อมทั้งความร้อน ความชื้น น้ำ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามกาลเวลา สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดคราบหรือการสะสมของวัสดุต่าง ๆ บนผิวพระได้

ส่วนคำว่า “ไขดิน” ในความหมายที่คนโบราณใช้เรียกกันนั้น มีคำอธิบายหลากหลาย และไม่ควรนำไปตีความตรง ๆ ว่าเป็น “ไขมันของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่ทับถมกันจนกลายเป็นคราบบนพระ” โดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

ตรงนี้เองที่ผมมองว่าน่าสนใจครับ

เพราะ พระกรุหนึ่งองค์ไม่ได้มีเพียงเรื่องความเก่า แต่มีเรื่องของสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ลองนึกภาพพระที่ถูกเก็บอยู่ภายในกรุเป็นเวลานาน ผ่านทั้งความร้อน ความเย็น ความชื้น และน้ำในบางช่วงเวลา

สิ่งต่าง ๆ ที่สัมผัสกับองค์พระจึงสามารถเกิดการสะสม เปลี่ยนสภาพ หรือยึดเกาะกับพื้นผิวจนเกิดเป็นคราบที่มีลักษณะเฉพาะตัวได้

เมื่อคราบเหล่านั้นแข็งตัวและเกาะแน่นอยู่กับองค์พระเป็นเวลานาน จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อมองด้วยตาเปล่า เราอาจเข้าใจผิดว่าเป็นคราบที่ถูกทำขึ้นใหม่

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม การดูพระกรุจึงไม่ควรดูเพียงว่า “มีคราบหรือไม่มีคราบ” แต่ต้องดูว่าคราบนั้นสัมพันธ์กับเนื้อพระและธรรมชาติขององค์พระอย่างไร

เรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นพระต่างไปจากเดิม

พระเครื่องบางองค์ เมื่อมองผ่าน ๆ เราอาจเห็นเพียงว่าเป็นพระเก่าองค์หนึ่ง

แต่เมื่อเริ่มสังเกตจริง ๆ ตั้งแต่

พิมพ์ → เนื้อ → ผิว → ร่องรอยการกดพิมพ์ → คราบกรุ → การเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้กลับทำให้พระหนึ่งองค์มีเรื่องราวขึ้นมาอย่างมากมาย

และนั่นคือเสน่ห์ของการศึกษาพระเครื่องครับ

เราอาจยังไม่จำเป็นต้องรีบฟันธงว่าอะไรแท้หรืออะไรเก๊ในทันที แต่ลองเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ก่อนว่า

“สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า เกิดขึ้นได้อย่างไร?”

เพียงแค่เริ่มตั้งคำถาม เราก็อาจได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกมากแล้วครับ

พระขุนแผนเคลือบ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง กรุวัดบ้านกลิ้งองค์นี้ จึงไม่ได้มีเพียงความสวยงามขององค์พระ แต่ยังมีรายละเอียดอีกหลายจุดให้คนรักพระได้หยิบมาศึกษาและพูดคุยกัน


หากสนใจชมอีกองค์ที่มีรายละเอียดน่าสนใจ สามารถอ่านต่อได้ที่ :👉พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดบ้านกลิ้ง พิมพ์อกใหญ่ฐานสูง🙏


นี่แหละครับ เสน่ห์ของพระกรุ… ยิ่งสังเกต ยิ่งมีเรื่องให้ค้นหา

💎 TeeRelic Siam — พระดี หยิบมาเล่า



ความคิดเห็น