พระขุนแผนเคลือบสีขาว แตกกรุที่วัดบ้านกลิ้ง ที่คนยังไม่รู้ วัดบ้านกลิ้ง

***...ถ้าจะกล่าวถึงพระขุนแผนเคลือบแล้ว ต้องยกให้พระขุนแผนเคลือบ  [กรุวัดใหญ่ชัยมงคล] เพราะพระขุนแผนเคลือบ แห่งวัดใหญ่นั้นถือได้ว่า เป็นต้นตำหรับของพระขุนแผนเคลือบ เลยก็ว่าได้...

พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] กรุวัดบ้านกลิ้ง พิมพ์อกใหญ่ ฐานเตี้ย

💎พระดี หยิบมาเล่า

องค์ครูที่ยังไม่ค่อยปรากฏให้เห็น



ด้านหน้า พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] องค์นี้ เป็นพระขุนแผนเคลือบจากกรุวัดบ้านกลิ้ง ที่ผมเก็บไว้และตั้งใจนำมาเปิดให้ผู้สนใจได้ศึกษา

สิ่งที่ทำให้องค์นี้น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงความสวยงามขององค์พระเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบของพิมพ์ เนื้อหา และสภาพโดยรวม ซึ่งสำหรับผมแล้ว ถือเป็นองค์ที่ใช้ศึกษาได้เป็นอย่างดี

คำถามที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกก็คือ

ทำไมพระลักษณะนี้จึงไม่ค่อยปรากฏให้เห็นตามสื่อต่าง ๆ?

อาจมีหลายเหตุผล ทั้งจำนวนที่พบ การกระจายตัวของพระ หรือการที่ยังมีผู้ครอบครองเก็บรักษาไว้เป็นการส่วนตัว เรื่องเหล่านี้ผมไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ คือเก็บข้อมูลและนำองค์จริงมาให้ชมกันอย่างตรงไปตรงมา

พิมพ์อกใหญ่ ฐานเตี้ย

สำหรับชื่อพิมพ์ “อกใหญ่ ฐานเตี้ย” เป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกองค์นี้ในการศึกษา

ไม่ได้หมายความว่าเป็นชื่อพิมพ์มาตรฐานในวงการนะครับ

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา เพราะในช่วงที่ผมค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ยังไม่พบข้อมูลที่ระบุชื่อพิมพ์ขององค์ลักษณะนี้อย่างชัดเจน ผมจึงตั้งชื่อเรียกขึ้นมาเอง เพื่อให้สามารถอ้างอิงและพูดคุยถึงรูปแบบขององค์พระได้ง่ายขึ้น

สำหรับผม การตั้งชื่อในลักษณะนี้จึงเป็นเพียง ชื่อเรียกเพื่อการศึกษา และไม่ได้ต้องการให้เข้าใจว่าเป็นชื่อพิมพ์ที่มีการรับรองอย่างเป็นทางการ

ที่มาขององค์พระ

พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] องค์นี้ เป็นพระที่ผมได้มาก่อนช่วงที่พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดบ้านกลิ้ง จะเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในช่วงปี พ.ศ. 2550

ในเวลานั้น ผมเองก็ยังไม่ได้รู้จักพระขุนแผนเคลือบกรุวัดบ้านกลิ้งมากนัก

แต่เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจสนใจพระองค์นี้ทันที คือเมื่อได้พิจารณารายละเอียดขององค์พระแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงลักษณะของพระกรุเก่าที่แตกต่างจากงานสร้างในยุคปัจจุบัน

เรื่องราวในวันนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการได้รู้จักพระกรุนี้อย่างจริงจัง



วันที่พระขุนแผนเคลือบเข้ามาในชีวิต

ช่วงต้นปี พ.ศ. 2552 ผมมีโอกาสได้เช่าพระขุนแผนเคลือบเนื้อขาวจากชายสูงวัยท่านหนึ่ง ซึ่งผมขอเรียกว่า “ลุงนาย”

ลุงนายเป็นทหารเรือเก่า

ในตอนนั้นเราไม่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยกันมาก่อนเลย แต่วันหนึ่งขณะที่ผมเดินผ่าน ลุงก็เรียกผมขึ้นมาว่า

“หนุ่มเอ๊ย! ไม่สนใจเช่าพระดี ๆ ไว้ติดตัวบูชาบ้างเหรอ”

ผมหยุดแล้วถามกลับไปว่า

“พระอะไรครับลุง?”

ลุงจึงบอกว่าเป็น พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดบ้านกลิ้ง ซึ่งเพิ่งแตกกรุออกมา

ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีพระขุนแผนเคลือบกรุนี้ออกมาแล้ว

แต่เมื่อได้ส่องดูองค์พระอย่างละเอียด ผมกลับรู้สึกสนใจทันที เพราะรายละเอียดหลายอย่างทำให้ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นพระที่สร้างขึ้นในยุคใหม่

ผมจึงถามลุงว่า

“ราคาเท่าไหร่ครับลุง?”

ลุงตอบว่าพระมีหลายพิมพ์ หลายแบบ และความนิยมก็แตกต่างกัน ราคาจึงแตกต่างกันไปด้วย

ระหว่างที่กำลังพูดคุยต่อรองกันอยู่นั้นเอง กลับมีผู้คนเข้ามามุงดูพระกับลุงนายเป็นจำนวนมาก

ผมจำได้ว่ามีทั้งคนในวงการพระเครื่อง รวมถึงทหารและตำรวจหลายคนเข้ามาเช่าหากัน หลายคนเช่าไปคนละหลายองค์

ตอนนั้นผมคิดว่า ถ้ารอช้ากว่านี้ พระสวย ๆ อาจหลุดมือไปหมด

สุดท้ายผมจึงตัดสินใจเช่ามาในวันนั้น โดยใช้เงินรวมหลายแสนบาท

และที่สำคัญ ผมตัดสินใจด้วยความรู้และการพิจารณาของตัวเอง

ผมคิดอยู่ในใจว่า

เงินของเรา เราก็ควรใช้ความรู้ของเราในการตัดสินใจ

ไม่ใช่การไปถามคนอื่นว่าพระองค์นี้ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ

จากวันนั้น ผมจึงได้พระขุนแผนเคลือบมาหลายพิมพ์หลายรูปแบบ

และต่อมา ผมก็ได้แบ่งพระบางส่วนให้พี่น้องและคนใกล้ตัวนำไปบูชา

เรื่องราวและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของความผูกพันที่ผมมีต่อพระกรุนี้

ประสบการณ์ที่ทำให้ผมจำพระองค์นี้ได้ไม่ลืม

หนึ่งในเรื่องที่ผมจำได้ดีที่สุด เกิดขึ้นกับ พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] องค์นี้

หลังจากผมได้พระมาจากลุงนาย ผมนำพระขุนแผนเคลือบขาวมาให้พี่หนอม ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายช่าง ดู

พี่หนอมเห็นแล้วเกิดความชอบขึ้นมาทันที

จึงถามผมว่า

“จะปล่อยไหม ราคาเท่าไหร่?”

ผมตอบไปว่า ผมจะแบ่งให้พี่หนอมไว้บูชาสักองค์

สุดท้ายพี่หนอมก็รับพระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] ไปองค์หนึ่ง

หลังจากนั้นไม่นาน พี่หนอมมีงานต้องเดินทางไปต่างจังหวัดกับเพื่อน ซึ่งในขณะนั้นเป็นสมาชิก อบต. หากจำไม่ผิด น่าจะเป็นจังหวัดสุรินทร์หรือศรีสะเกษ

ระหว่างรอการประชุมประมาณ 20 นาที พี่หนอมนั่งอยู่บนเก้าอี้และกำลังดื่มน้ำอัดลมอยู่เพียงลำพัง

ขณะนั้นมียุงตัวหนึ่งบินมากัดบริเวณมือด้านซ้าย

พี่หนอมกำลังจะใช้มือตบ แต่ยุงก็บินหนีไป

หลังจากนั้นไม่นาน มือซ้ายของพี่หนอมเริ่มมีอาการชาและไม่มีแรง อาการค่อย ๆ ลามขึ้นไปบริเวณหัวไหล่ จนรู้สึกเหนื่อยไปทั้งตัว

แต่สิ่งที่พี่หนอมรู้สึกแปลกใจมาก คืออาการชานั้นเหมือนจะหยุดอยู่บริเวณกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย ซึ่งตรงกับตำแหน่งหัวใจพอดี

พี่หนอมจึงลองใช้มือจับบริเวณกระเป๋าเสื้อ

และพบว่า พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] กรุวัดบ้านกลิ้ง ที่เพิ่งรับไปนั้น อยู่ในกระเป๋าเสื้อบริเวณดังกล่าวพอดี

ลองนึกภาพดูนะครับว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเรื่องของพุทธคุณ

ผมเองก็ไม่อาจอธิบายได้

หลังจากเสร็จจากการประชุม พี่หนอมเดินทางกลับจังหวัดนครปฐม แต่อาการชาที่เกิดขึ้นยังไม่หายทันที และเป็นอยู่อีกประมาณสองวัน

จึงตัดสินใจไปพบแพทย์

จากที่พี่หนอมเล่าให้ผมฟัง ผลการตรวจในครั้งนั้นระบุว่าไม่พบความผิดปกติที่น่ากังวล และสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อาการมึนชาในขณะนั้นยังคงอยู่

เมื่อพี่หนอมกลับมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟัง ผมยังสังเกตเห็นว่าผิวพรรณของพี่หนอมดูซีดและเหลืองกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หรือเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมเรียกว่า “คุณไสย”

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงความเชื่อและการตีความจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของผม

ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าอาการดังกล่าวเกิดจากพระเครื่อง หรือเกิดจากสาเหตุใดแน่ชัด

แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้อย่างหนึ่งก็คือ…

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] องค์นี้ กลายเป็นพระอีกองค์หนึ่งที่ผมจดจำได้ไม่เคยลืม

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้วันนี้ ผมอยากนำองค์จริงกลับมาถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เพื่อเก็บรายละเอียดเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

เพราะบางครั้ง…

คุณค่าของพระเครื่อง
อาจไม่ได้อยู่เพียงที่ความสวยงามขององค์พระ

แต่อยู่ที่ เรื่องราวที่เดินทางมากับพระองค์นั้นด้วย


ข้อสังเกตสำหรับผู้สนใจศึกษา

พระขุนแผนเคลือบขาว [ไข่มุข] พิมพ์อกใหญ่ ฐานเตี้ย องค์นี้ เป็นองค์ที่ผมตั้งใจนำมาเผยแพร่เพื่อบันทึกข้อมูลและภาพถ่ายจากองค์จริง

ชื่อ “พิมพ์อกใหญ่ ฐานเตี้ย” เป็นชื่อที่ผมตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการอ้างอิงจากลักษณะที่สังเกตเห็น ไม่ใช่การยืนยันว่าเป็นชื่อพิมพ์มาตรฐาน

ส่วนเรื่องประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เล่าไว้ในบทความ เป็นเรื่องที่ผมได้รับฟังและพบเจอจากบุคคลใกล้ตัว จึงขอนำเสนอไว้ในฐานะ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนบุคคล เพื่อให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการพิจารณาด้วยตัวเอง

สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้บันทึกพระเครื่องที่มีเรื่องราวเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นองค์จริง และได้มีข้อมูลอีกหนึ่งชิ้นสำหรับใช้ศึกษา

เรื่องราวของพระเครื่อง
ไม่ได้จบที่ภาพเพียงหนึ่งภาพ

เพราะทุกองค์
ล้วนมีเรื่องราวให้เราได้ค้นหา


หากสนใจชมอีกองค์ที่มีรายละเอียดน่าสนใจ สามารถอ่านต่อได้ที่  💎องค์ดารา💎


— TeeRelic Siam
เล่าเรื่องพระเครื่องจากข้อมูลจริง
และประสบการณ์จากการสะสม

 







ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม