Small, Buddha, Image.พระขุนแผนเคลือบ ""สีเขียว"" ตามตำราโบราณ..>>> พิมพ์แขนอ่อน

💎พระขุนแผนเคลือบ “สีเขียว” พิมพ์แขนอ่อน

จากบันทึกเก่าสู่การศึกษาจากองค์จริง



จากบันทึกเก่าสู่การศึกษาจากองค์จริง

พระขุนแผนเคลือบ สีเขียว พิมพ์แขนอ่อน กรุวัดบ้านกลิ้ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอีกองค์หนึ่งที่ผมเคยนำมาเล่าไว้ในบันทึกเก่า

วันนี้ผมหยิบองค์เดิมกลับมาถ่ายภาพใหม่ และกลับมาอ่านรายละเอียดต่าง ๆ อีกครั้ง จึงอยากนำเรื่องราวขององค์นี้มาเล่าใหม่อีกครั้ง โดยยังคงประสบการณ์และข้อสงสัยที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผมศึกษาองค์พระเอาไว้

พุทธศิลป์ของพิมพ์แขนอ่อน

พระขุนแผนเคลือบ พิมพ์แขนอ่อน เป็นอีกพิมพ์หนึ่งที่มีความงดงามของพุทธศิลป์ และมีรายละเอียดปลีกย่อยของแม่พิมพ์ที่น่าสนใจ


ส่วนของด้านหน้า ของขุนแผน พิมพ์ แขนอ่อนกรุวัดบ้านกลิ้ง

***...ตามตำราการสร้างพระขุนแผนเคลือบ  สมัยโบราณกาล  การเคลือบนํ้ายาสีเขียว นั้นหมายถึง วรรณะ ของผู้ทรงศีล...


เมื่อพิจารณาองค์พระอย่างละเอียด จะเห็นเส้นสายและรายละเอียดต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นพิมพ์ทรง ซึ่งในมุมมองของผม สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การศึกษาพระเครื่องต้องอาศัยทั้งการสังเกตและการเปรียบเทียบ

ในสมัยก่อน การสร้างพระเครื่องต้องอาศัยความรู้หลายด้าน ทั้งเรื่องพิมพ์ทรง วัสดุที่ใช้ในการสร้าง ตลอดจนขั้นตอนและพิธีกรรมตามความเชื่อของผู้สร้างในแต่ละยุคสมัย

เพราะฉะนั้น เวลาศึกษาพระเครื่อง ผมจึงไม่ได้มองเพียงแค่ความสวยงามขององค์พระ แต่พยายามมองไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างและกาลเวลาที่ผ่านมาด้วย

สีเขียวและแผ่นทองเปลว

ตามตำราเก่าที่ผมเคยศึกษา มีการกล่าวถึงการเคลือบน้ำยาสีเขียวในพระขุนแผนเคลือบ และมีการอธิบายความหมายที่เกี่ยวข้องกับวรรณะของผู้ทรงศีล

ส่วนแผ่นทองเปลวที่ปรากฏอยู่บนองค์พระ หากสังเกตให้ดี จะเห็นลักษณะของทองที่มีสีเหลืองนวล และมีบางส่วนยังคงปรากฏให้เห็นอยู่บนองค์พระ

เรื่องของทองเปลวและคราบกรุ เป็นรายละเอียดที่ผมสนใจมานาน เพราะผมอยากทำความเข้าใจว่าธรรมชาติของพระที่ผ่านกาลเวลามานั้นเกิดขึ้นอย่างไร

ดังนั้น สิ่งที่ผมนำมาให้ชม จึงไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่อจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้คนที่สนใจได้ดูภาพและพิจารณาตามความรู้ของแต่ละคน

ด้านหลังขององค์พระกับข้อสงสัยเรื่องธรรมชาติ

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจมากคือบริเวณด้านหลังขององค์พระ

ลักษณะที่ปรากฏทำให้ผมนึกถึงการดันตัวของอากาศหรือออกซิเจนในโคลนตมตามธรรมชาติ

ถ้าใครเคยสังเกตบริเวณโคลนตามหนองน้ำ หรือบริเวณที่มีควายนอนอยู่ในโคลน จะเห็นลักษณะของโคลนที่ละเอียด และเมื่อมีอากาศดันตัวขึ้นมา ลักษณะที่เกิดขึ้นก็ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่เห็นอยู่ด้านหลังของพระองค์นี้

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข้อสงสัยและการเปรียบเทียบจากสิ่งที่ผมเคยสังเกตเห็น ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์

แต่สำหรับผม การศึกษาพระเครื่องจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้กับคำถามอยู่เสมอ เพราะบางครั้งคำถามหนึ่งคำถาม อาจพาเราไปพบกับความรู้ใหม่ได้

การทดลองจากข้อสงสัยในตำรา

เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แต่จำชื่อหนังสือไม่ได้ ในหนังสือมีการกล่าวถึงวิธีทดลองเกี่ยวกับพระที่เพิ่งแตกออกมาจากกรุใหม่ ๆ โดยให้นำพระลงไปแช่ในน้ำสะอาด แล้วสังเกต

สิ่งที่เกิดขึ้น

ตามที่หนังสือเล่าไว้ จะมีฟองอากาศผุดขึ้นมาจากองค์พระเป็นจำนวนมาก ลักษณะคล้ายฟองเบียร์ ฟองโซดา หรือฟองน้ำอัดลม

ตอนอ่านครั้งแรก ผมก็เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า

แล้วเราจะไปหาพระที่เพิ่งแตกออกมาจากกรุใหม่ ๆ ได้จากที่ไหน เพื่อทดลองดูด้วยตัวเอง?

คำถามนี้อยู่ในใจผมมาหลายปี

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดบ้านกลิ้งมา และแทนที่จะไปถามเซียนหรือผู้รู้ ผมกลับนึกถึงสิ่งที่เคยอ่านในหนังสือขึ้นมา

ผมหยิบแก้วสะอาดมาหนึ่งใบ เตรียมน้ำสะอาด และอุปกรณ์ที่พอจะช่วยตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น

ตอนนั้นยอมรับเลยครับว่าใจสั่นและจดจ่อมาก เพราะผมกำลังจะทดลองสิ่งที่เคยอ่านจากตำรา ว่าสิ่งที่เขียนเอาไว้นั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

เมื่อผมจุ่มพระขุนแผนเคลือบ พิมพ์แขนอ่อน หน้าตั๊กแตน ลงไปในแก้วเป็นองค์แรก

ผลที่เห็นคือมีฟองอากาศผุดขึ้นมาจากองค์พระเป็นจำนวนมาก

ผมตกใจมาก จนในตอนนั้นคิดไปว่าต้องรีบนำพระออกจากน้ำ เพราะกลัวว่าจะเกิดความเสียหายกับองค์พระ

เมื่อหยิบพระออกมาแล้ว ผมนำกล้องส่องพระมาตรวจดูอีกครั้ง ปรากฏว่าองค์พระยังเป็นปกติ ไม่มีความเสียหายที่ผมสังเกตเห็นได้จากการทดลองครั้งนั้น

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับตัวเอง นั่นคือคำว่า

“สัจจะ” — ความจริง

ไม่ใช่ความจริงที่เกิดจากการเชื่อใครคนหนึ่ง แต่เป็นความจริงที่เราพยายามค้นหา ด้วยการอ่าน การตั้งคำถาม การสังเกต และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง

ศึกษาพระด้วยคำถาม ไม่ใช่เพียงคำตอบ

หลังจากวันนั้น ผมยิ่งรู้สึกว่าการศึกษาพระเครื่องไม่มีคำถามไหนที่ควรถูกมองข้ามเพียงเพราะเรายังตอบไม่ได้

บางครั้งเราอาจสงสัยในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม

บางครั้งเราอาจพบคำตอบจากหนังสือ

และบางครั้งคำตอบอาจมาจากการกลับไปมององค์พระจริง ๆ ด้วยตัวเอง

ผมจึงไม่เคยมองว่าการศึกษาองค์พระต้องเริ่มต้นจากการถามว่า “ใครเป็นคนบอก”

แต่ผมมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า

“สิ่งที่เราเห็น เกิดขึ้นได้อย่างไร?”

จากนั้นจึงค่อยค้นคว้า เปรียบเทียบ และหาคำตอบกันต่อไป

บทความนี้เป็นการนำองค์พระองค์เดิมจากบันทึกเก่ากลับมาถ่ายภาพใหม่ และกลับมาทบทวนเรื่องราวอีกครั้ง

บางสิ่งในวันนี้อาจมองเห็นต่างจากเมื่อหลายปีก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือความสงสัยและความอยากรู้

เพราะสำหรับผม การศึกษาพระเครื่องไม่ใช่เพียงการจดจำคำตอบ


ภาพด้านข้าง (ซ้ายและขวา)



ภาพใต้ฐาน


แต่คือการ สังเกต → ตั้งคำถาม → ค้นข้อมูล → วิเคราะห์ → เล่าเรื่อง → ดูผล → แล้วกลับมาปรับปรุงความเข้าใจของตัวเอง

นี่คือเสน่ห์ของการศึกษาพระจากองค์จริงครับ

ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ มีความสุขกับการศึกษา และสนุกกับการค้นหาคำตอบในแบบของตัวเองครับ 🙏


📖 เรื่องราวของพระเครื่องไม่ได้จบที่ภาพเพียงหนึ่งภาพ


เพราะพระทุกองค์ล้วนมีเรื่องราวให้เราได้ค้นหา


— TeeRelic Siam










ความคิดเห็น